เกี่ยวกับสถาบัน

สารจากผู้อำนวยการ

ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของสังคมโลกและสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาองค์ความรู้ด้านประชากรและสังคมด้วยมุมมองโลกทัศน์และระเบียบวิธีวิจัยแนวทางใหม่ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็น เฉกเช่นเดียวกับการประยุกต์เชื่อมโยงองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นนั้นไปสู่การใช้ประโยชน์ ทั้งในเชิงวิชาการ นโยบาย และการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ

ภารกิจสำคัญนี้ เป็นสิ่งที่ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กำหนดเป็นพันธกิจหลักขององค์กรในการดำเนินงานมาต่อเนื่องตลอดกว่า 50 ปี ที่ผ่านมา

การสูงวัยของประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงอายุภายใต้เงื่อนไขที่จำนวนเด็กเกิดน้อยและการพัฒนาคุณภาพประชากรมีความสำคัญยิ่งขึ้น

ปัญหาสุขภาพและการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและพฤติกรรมวิถีชีวิตของประชากร เช่น การบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย สุขภาพจิตและความสุขในการใช้ชีวิต รวมถึง สุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์

ความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางหลากหลายมิติในแต่ละกลุ่มประชากร ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม เพศวิถีและเพศภาวะ

การย้ายถิ่น ความเป็นเมือง การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่ภาวะโลกรวน และสภาพสังคมที่ขับเคลื่อนสู่ความเป็นดิจิทัล การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกมิติวิถีชีวิตของคน และในแวดวงวิชาการการศึกษา

ประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์วิจัยที่สถาบันฯ ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ผ่านกระบวนการวิจัย ที่จะบูรณาการเชื่อมโยงไปสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาสร้างบุคลากรการวิจัยทางประชากรและสังคมให้กับประเทศ และการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปสู่การใช้ประโยชน์โดยเฉพาะเชิงนโยบายของทุกภาคส่วน

ทั้งหมดนี้ สถาบันฯ จะไม่เดินไปเพียงลำพัง แต่เราจะเดินไปด้วยกันกับเครือข่ายการทำงาน ทั้งภายในและต่างประเทศ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ของสถาบันฯ ในการเป็นสถาบันชั้นนำในระดับโลก ที่สรรสร้างวิทยาการด้านประชากรและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”

รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

วิสัยทัศน์ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม

ประวัติความเป็นมา

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในคณะสาธารณสุขศาสตร์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2509 โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์วิจัยประชากรและสังคม” และต่อมาได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2514 ให้เป็น “สถาบันวิจัยประชากรและสังคม” มีสถานภาพเทียบเท่าคณะ ๆ หนึ่งในมหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อเริ่มก่อตั้งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ศาสตราจารย์นายแพทย์จรัส ยามะรัต ได้เป็นรักษาการผู้อำนวยการสถาบันฯ ทำหน้าที่กำกับ ดูแล บริหารงานของสถาบันฯ เรื่อยมาจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2517 จากนั้น ดร.บุญเลิศ เลียวประไพ ได้เป็นรักษาการผู้อำนวยการฯ ต่อมา จนกระทั่งได้รับแต่งแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ คนแรก เมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2518

สถาบันฯ ได้มีการวางรากฐานในด้านต่างๆไว้อย่างมั่นคงในแต่ละยุคสมัย และมีการสร้างองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร สังคมและเศรษฐกิจในระดับประเทศ ภูมิภาคเอเชีย และอื่นๆ

ปัจจุบันมีคณาจารย์ทั้งสิ้น 32 คน จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทั้งหมด ในสาขาประชากรศาสตร์ สังคมศาสตร์ และอื่นๆ เช่น Area Studies, Business Administration, Economics, Environmental Sciences, Political Economy, Anthropology, Public Health เป็นต้น เป็นคนไทยและต่างชาติ มีนักวิจัย 12 คน ฝ่ายสนับสนุน และนักวิจัยโครงการ รวมบุคคลากรทั้งสิ้นประมาณ 130 คน

ความร่วมมือกับองค์กรทั่วโลก

สถาบันฯทำงานร่วมกับเครือข่ายในประเทศ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานเอกชน เช่น CP โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ และหน่วยงานต่างประเทศ ที่ทำงานร่วมกันในปัจจุบัน เช่น University of Sussex; University of California, Berkeley; Johns Hopkins University; University of Tempere; University of Bonn; Kobe University; INDEPTH Network และบุคลากรของสถาบันฯมีตำแหน่งที่สำคัญ ในสมาคมทางประชากรระดับนานาชาติ เช่น Member of council ของ IUSSP (International Union for the Scientific Study of Population) ก่อตั้งในยุโรปตั้งแต่ปี 1947 และ Member of council และ Executive Secretary ของ APA (Asian Population Association) และเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงาน APA ที่ก่อตั้งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในปี 2004

สถาบันฯ มีศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังทางประชากร ที่วิทยาเขตกาญจนบุรี ก่อตั้งในปี 2547 สนับสนุนโดย Wellcome Trust


ดังนั้นก้าวต่อไปของสถาบันฯ คือดำเนินการต่อยอดความสามารถที่เป็นต้นทุน และสร้างองค์ความรู้ใหม่ ภายใต้การบริหารแบบมุ่งเป้า มีธรรมาภิบาล ในรูปแบบเครือข่าย และสหสาขาวิชา และขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ ภายใต้ระบบสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีความสุข

จนถึงปัจจุบัน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มีผู้อำนวยการฯ ทำหน้าที่ในการบริหารงานตามลำดับ ดังนี้
– ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บุญเลิศ เลียวประไพ 31 กรกฎาคม 2518 – 24 มิถุนายน 2523
– ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล 25 มิถุนายน 2523 – 22 สิงหาคม 2531
– ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ 23 สิงหาคม 2531 – 22 สิงหาคม 2539
– ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เบญจา ยอดดำเนิน-แอ็ตติกจ์ 23 สิงหาคม 2539 – 22 สิงหาคม 2547
– ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา 23 สิงหาคม 2547 – 20 กุมภาพันธ์ 2551
– รองศาสตราจารย์ ดร.สุรีย์พร พันพึ่ง 21 กุมภาพันธ์ 2551 – 20 กุมภาพันธ์ 2559
– รองศาสตราจารย์ ดร.รศรินทร์ เกรย์ 21 กุมภาพันธ์ 2559 – 20 กุมภาพันธ์ 2563
– รองศาสตราจารย์ ดร.อารี จำปากลาย 21 กุมภาพันธ์ 2563 – 20 กุมภาพันธ์ 2567

และปัจจุบันนี้ผู้อำนวยการสถาบันฯ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์

กว่า 40 ปีที่ได้เริ่มก่อตั้งสถาบันฯ ขึ้นมา บุคลากรชาวสถาบันฯ ทุกคนมีความมุ่งมั่นในการการปฏิบัติตามภารกิจหลัก คือ 1) งานศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ทางด้านประชากร และสังคมอย่างต่อเนื่อง 2) งานสอนและฝึกอบรม เพื่อ สร้างคน ให้มีความรู้ทางด้านการวิจัยประชากรและสังคม โดยเปิดการเรียนการสอนทั้งระดับมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต 3) งานบริการวิชาการ โดยการนำความรู้และประสบการณ์ตามความถนัดของสถาบันฯ ขยายผลออกไปเพื่อ สร้างสังคม ทั้งด้วยการจัดฝึกอบรมระยะสั้น การเผยแพร่ความรู้ข่าวสารด้านประชากรและสังคมในรูปแบบต่างๆ และการเป็นที่ปรึกษาแก่หน่วยงานอื่นๆ ฯลฯ

ผู้อำนวยการฯ จากอดีตถึงปัจจุบัน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ

ดร.บุญเลิศ เลียวประไพ

31 กรกฎาคม 2518 – 24 มิถุนายน 2523

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ

ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล

25 มิถุนายน 2523 – 22 สิงหาคม 2531

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ

ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์

23 สิงหาคม 2531 – 22 สิงหาคม 2539

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ

ดร.เบญจา ยอดดำเนิน-แอ็ตติกจ์

23 สิงหาคม 2539 – 22 สิงหาคม 2547

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ

ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา

23 สิงหาคม 2547 – 20 กุมภาพันธ์ 2551

ศาสตราจารย์

ดร.สุรีย์พร พันพึ่ง

21 กุมภาพันธ์ 2551 – 20 กุมภาพันธ์ 2559

รองศาสตราจารย์

ดร.รศรินทร์ เกรย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 – 20 กุมภาพันธ์ 2563

รองศาสตราจารย์

ดร.อารี จำปากลาย

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 20 กุมภาพันธ์ 2567

รองศาสตราจารย์

ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์

21 กุมภาพันธ์ 2567 – ปัจจุบัน

ปณิธาน

คุณภาพ คุณธรรม นำสถาบันฯ

วิสัยทัศน์

เป็นสถาบันชั้นนำในระดับโลก ที่สรรสร้างวิทยาการด้านประชากรและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

พันธกิจ

ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม 2569-2572

เป้าประสงค์ (Goal)

พัฒนางานวิจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบทางสังคมเพื่อรับมือกับภาวะประชากรหดตัว ส่งเสริมความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

แนวคิด

มุ่งพัฒนางานวิจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบทางสังคมเพื่อรองรับภาวะประชากรหดตัว มุ่งพัฒนานวัตกรรมทางสังคมที่เสริมสร้างความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พัฒนางานวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงประจักษ์ สนับสนุนความร่วมมือระดับชาติและนานาชาติ พร้อมเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในการพัฒนานวัตกรรมด้านการวิจัยให้เท่าทันกับโลกยุคดิจิทัล

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic goals)
  1. พัฒนางานวิจัยที่นำไปสู่นวัตกรรมทางสังคมโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชน ในการรับมือกับภาวะประชากรหดตัว ส่งเสริมความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  2. พัฒนาความเป็นเลิศด้านงานวิจัยที่นำไปสู่การสร้างผลกระทบในโลกจริง (Real-World Impact)
  3. ส่งเสริมและผลักดันเครือข่ายความร่วมมือด้านงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศเพื่อตอบสนองต่อภาวะประชากรหดตัว เสริมสร้างความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  4. สร้างเสริมศักยภาพของบุคลากรในการพัฒนานวัตกรรมด้านการวิจัยให้เท่าทันกับโลกยุคดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภาวะประชากรหดตัว เสริมสร้างความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
กลยุทธ์ (Strategic initiatives)
  1. ต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยและพัฒนาเป็นนวัตกรรมทางสังคมในการ รับมือกับภาวะประชากรหดตัว ส่งเสริมความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  2. ส่งเสริมงานวิจัยในระดับชุมชนและเชิงพื้นที่ ที่สามารถขยายผลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่นๆ
  3. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะเพื่อใช้ในงานวิจัยเพื่อตอบสนองต่อภาวะประชากรหดตัว เสริมสร้างความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  4. พัฒนาโจทย์วิจัยที่ตอบสนองต่อประเด็นท้าทายด้านประชากรและสังคมของประเทศและภูมิภาค เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
  5.  สนับสนุนการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับมาตรฐานสากล และมุ่งเน้นนำไปสู่การสร้างผลกระทบในโลกจริง (Real-World Impact) ทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และภูมิภาค
  6. ขับเคลื่อนความร่วมมือ ทั้งระดับชาติและนานาชาติ เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อภาวะประชากรหดตัว เสริมสร้างความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  7. สนับสนุนและพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านการอบรมการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระเบียบวิธีวิจัยใหม่ๆเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผลงานวิจัยที่ตอบสนองต่อภาวะประชากรหดตัว เสริมสร้างความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
แผนปฏิบัติการ
  1. พัฒนางานวิจัยร่วมกันทั้ง 6 กลุ่มงานวิจัยเพื่อนำไปสู่นวัตกรรมทางสังคม รวมถึงงานวิจัยในระดับชุมชนและเชิงพื้นที่ในการรับมือกับภาวะประชากรหดตัว ส่งเสริมความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  2. จัดให้มีระบบสนับสนุนและแรงจูงใจ (เช่น ทุนวิจัย กลไกเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายเผยแพร่ผลงาน) เพื่อเร่งรัดการพัฒนางานวิจัยสู่นวัตกรรมทางสังคมและสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมในชุมชนและพื้นที่
  3. จัดหรือสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในงานวิจัย (เช่น ในการค้นหาแนวทางงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของแหล่งทุน หรือใช้ AI ดำเนินการวิจัย รวมทั้งผลิตนวัตกรรมทางสังคมและบทความวิจัย)
  4. จัดตั้งและขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดและผลักดันโจทย์วิจัยด้านประชากรและสังคม
  5. จัดสรรงบประมาณและกลไกสนับสนุนเพื่อเพิ่มคุณภาพและการเผยแพร่ผลงานวิจัย ทั้งการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ และการนำเสนอผลงานประชุมวิชาการเพื่อเชื่อมโยงการสร้างผลกระทบในโลกจริง (Real-World Impact)
  6. พัฒนาระบบสนับสนุนภายในเพื่อเสริมศักยภาพนักวิจัย (เช่น mentorship, training, research support system) และสร้างแรงจูงใจในการผลิตผลงานคุณภาพสูง
  7. ประสานการทำงานกับ IR ของมหาวิทยาลัยเพื่อเชื่อมโยงกับนักวิจัยในต่างประเทศและทรัพยากร
  8. ผลักดันความร่วมมือเชิงรุกผ่านการจัดทำ MOU การแลกเปลี่ยนนักวิจัย และโครงการวิจัยร่วมกัน
    สร้างกลไกสนับสนุนเครือข่ายความร่วมมือ (เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ การประชุมเชิงวิชาการ หรือ ทุนสนับสนุนร่วม) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและขยายผลได้
  9. จัดกิจกรรมและหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือวิจัยสมัยใหม่สำหรับบุคลากร
  10. จัดสรรทุนและโครงการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร มุ่งเน้นการเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ๆ ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางสังคม
ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์
  1. จำนวนงานวิจัยที่สร้างนวัตกรรมทางสังคมเพื่อรับมือกับภาวะประชากรหดตัว ส่งเสริมความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  2. จำนวนโครงการวิจัยในระดับชุมชนและเชิงพื้นที่ ที่สามารถขยายผลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่นๆ 
  3. งบประมาณที่สถาบันฯสนับสนุนกิจกรรมหรืองานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมทางสังคม (ตามแผนปฏิบัติการข้อที่ 2)
  4. จำนวนกิจกรรมหรือโครงการที่สถาบันฯ สนับสนุนหรือจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในงานวิจัย
  5. จำนวนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเด็นปัญหาด้านประชากรและสังคมของประเทศและภูมิภาค
  6. สัดส่วนผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับนานาชาติ (Publication) ที่ตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ใน Q1  
  7. งบประมาณเพื่อส่งเสริมการตีพิมพ์ และการนำเสนอผลงานประชุมวิชาการ
  8. จำนวนกิจกรรมหรือโครงการสนับสนุนการผลิตผลงานวิจัยของบุคลากร
  9. จำนวนโครงการวิจัยที่มีความร่วมมือกับเครือข่ายด้านงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ
  10. จำนวน MOU/LOI/MOA ด้านการวิจัยที่ทำกับมหาวิทยาลัย/สถาบัน/องค์กรที่เป็นเครือข่าย
  11. ร้อยละผลงานวิจัยตีพิมพ์ (Publication) ที่ตีพิมพ์ร่วมกับนักวิจัยต่างชาติ
เป้าประสงค์ (Goal)

ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยประชากรและสังคมที่พร้อมรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

แนวคิด

มุ่งพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและการจัดการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย (research-driven education) เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทักษะการวิจัยด้านประชากรและสังคม พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยผสานงานวิจัยเข้ากับการจัดการเรียนการสอน และเปิดโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตลอดชีวิต

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic goals)
  1. พัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการงานวิจัยและตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  2. ขยายฐานผู้เรียนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น
  3. ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการบริหารจัดการหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา
  4. พัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
กลยุทธ์ (Strategic initiatives)
  1. พัฒนาหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับประเด็นวิจัยของสถาบันฯ 
  2. ทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสนับสนุนการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาทางสังคมเป็นฐาน
  3. ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรที่สามารถเลือกเรียนตามความสนใจและภาระงานหรือข้อจำกัดด้านเวลาของผู้เรียน
  4. ขยายความร่วมมือด้านการจัดการเรียนการสอน กับกลุ่มเป้าหมายของหลักสูตร
  5. พัฒนาระบบสนับสนุนการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ เช่น ระบบการเรียนรู้แบบ On-demand และ Live Discussion Sessions หรือ After-Class with TA Sessions
  6. ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ ทั้งด้านการใช้เทคโนโลยีและการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่
  7. สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและมาตรฐานการสอนของผู้สอนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (PSF)
  8. ยกระดับมาตรฐานหลักสูตรให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (AUN-QA)
  9. ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการหลักสูตรเพื่อความยั่งยืน 
  10. ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์แลกเปลี่ยนทางวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
  11. เสริมสร้างทักษะร่วมสมัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ให้กับผู้เรียนผ่านประสบการณ์ตามบริบทจริง
แผนปฏิบัติการ
  1. ทบทวนและปรับปรุงรายวิชาให้มีการบูรณาการกับงานวิจัยของสถาบันฯ
  2. ขับเคลื่อนระบบ IPSR Research Link เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษากับงานวิจัยของสถาบันฯ และปัญหาทางสังคม
  3. จัดอบรมเสริมทักษะให้คณาจารย์ในการออกแบบหลักสูตรที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย สำหรับการศึกษาด้านประชากรและสังคม
  4. สร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  5. จัดตั้งคณะกรรมการ การจัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น (ได้แก่ ออนไลน์ ไฮบริด หรือ on-demand)
  6. พัฒนากลุ่มรายวิชาระดับปริญญาตรี หลักสูตรระยะสั้น Micro-credential หรือคอร์สออนไลน์ผ่านระบบ MUx และ MUCE
  7. พัฒนาห้องเรียนออนไลน์และสตูดิโอบันทึกการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมระบบสนับสนุน เช่น การจัด After-Class with TA
  8. สื่อสารเชิงรุก ในหลากหลายช่องทางและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานสถิติแห่งชาติ
  9. จัดอบรมเสริมทักษะให้คณาจารย์ในการพัฒนารายวิชาสำหรับระดับปริญญาตรี และเพิ่มทักษะการสอนออนไลน์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์
  10. สนับสนุนการเข้าร่วม/การจัดโครงการฝึกอบรมคณาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนาคุณภาพหลักสูตรและผู้สอน
  11. พัฒนา Dashboard สำหรับติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาและคุณภาพหลักสูตร
  12. จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้พัฒนาหลักสูตร และกลุ่มผู้ขอรับประเมินอาจารย์
  13. พัฒนาระบบประเมินต้นทุน (Cost Analysis)
  14. ควบรวมและปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการหลักสูตรปริญญาโท-เอก (สาขาวิจัยประชากรและสังคม)
  15. ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรภายนอกทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงเครือข่ายศิษย์เก่าที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมและสภาพแวดล้อมที่เสริมสร้างสมรรถนะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
  16. ปรับปรุงหรือพัฒนารายวิชาและกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะร่วมสมัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการศึกษาด้านประชากรและสังคม ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและสังคม
ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์
  1. ร้อยละของรายวิชาที่เปิดสอนที่มีการทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับประเด็นวิจัยของสถาบันฯ การเปลี่ยนแปลงและปัญหาทางสังคม
  2. จำนวนนักศึกษาที่มีส่วนร่วมในงานวิจัย หรือโครงการวิจัยของสถาบันฯ
  3. ระดับความพึงพอใจของอาจารย์และนักศึกษาที่มีต่อการเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนการสอนกับปัญหาสังคม
  4. จำนวนนักศึกษาเป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร (เฉลี่ยรวมทุกหลักสูตร)
  5. ร้อยละของหลักสูตรของสถาบันฯ ที่จัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น (ได้แก่ ออนไลน์ ไฮบริด หรือ on-demand)
  6. จำนวนรายวิชาเปิดใหม่ในระดับปริญญาตรีหรือรายวิชาออนไลน์ (Micro-credentials, MAP-C)
  7. จำนวนหลักสูตรระยะสั้นหรือคอร์สออนไลน์ (Micro-credentials, MUCE, MUx)
  8. ระดับความพึงพอใจของอาจารย์และนักศึกษาต่อการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น (ได้แก่ ออนไลน์ ไฮบริด หรือ on-demand)
  9. ร้อยละของอาจารย์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอาจารย์
  10. ร้อยละของหลักสูตรของสถาบันฯ ที่ได้รับการตรวจประเมินคุณภาพโดยมหาวิทยาลัย
  11. ร้อยละของหลักสูตรของสถาบันฯ ที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล
  12. ระดับความพึงพอใจของอาจารย์และนักศึกษาต่อการสนับสนุนทางวิชาการและการบริหาร
  13. จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ
  14. ร้อยละของบัณฑิตที่มีบทบาทด้านการวิจัยหรือกำหนดนโยบายสังคม
  15. จำนวนโครงการ/กิจกรรมส่งเสริมความเป็นผู้นำและทักษะร่วมสมัย
เป้าประสงค์ (Goal)

ยกระดับความเป็นเลิศด้านบริการวิชาการและการผลักดันเชิงนโยบาย (โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์)เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตประชากรในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

แนวคิด

มุ่งใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยเพื่อพัฒนาบริการวิชาการที่หลากหลายและตอบโจทย์สังคม ควบคู่กับการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เข้าถึงผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะ เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตประชากรในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic goals)
  1. พัฒนาศักยภาพและคุณภาพบริการวิชาการเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของสังคม
  2. สนับสนุนการผลักดันเชิงนโยบายโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตประชากรในระดับประเทศและภูมิภาค
กลยุทธ์ (Strategic initiatives)
  1. พัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการจัดบริการวิชาการที่หลากหลาย ครอบคลุมประเด็นและระเบียบวิธีการวิจัยที่เป็นความเชี่ยวชาญ และตอบสนองความต้องการของสังคม
  2. สร้างเสริมความเข้มแข็งของกลไกสนับสนุนและบริหารจัดการงานบริการวิชาการ (เช่น คณะกรรมการ/คณะทำงานต่างๆ ฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนบริการวิชาการ) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  3. สร้างและขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มประโยชน์ร่วมและความยั่งยืนของการจัดบริการวิชาการ
  4. ส่งเสริมการจัดทำและเผยแพร่ข้อเสนอเชิงนโยบาย (policy briefs) และการสื่อสารความรู้ในรูปแบบที่เข้าถึงผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะ (policy and public communication) ให้มีประสิทธิภาพ
  5. สนับสนุนการทำงานร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย/ผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัย เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติ หรือ การติดตามและประเมินผล
  6. ติดตามและประเมินผลการใช้หลักฐานเชิงนโยบาย
แผนปฏิบัติการ
  1. สำรวจและวิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและกลุ่มเป้าหมายงานบริการวิชาการของสถาบันฯ  นำมาทบทวนและพิจารณา
  2. ปรับปรุง/พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมบริการวิชาการที่ตอบสนองความต้องการของสังคม ในรูปแบบที่เข้าถึงได้หลากหลาย (on-site / online / hybrid)
  3. จัดการอบรม/ประชุมเชิงปฏิบัติการ
  4. ทบทวนบทบาทและกำหนดจุดเน้นการทำงานเชิงรุกของคณะทำงาน/คณะกรรมการด้านบริการวิชาการ และการพัฒนา/ส่งเสริมใช้งานฐานข้อมูล หรือระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ และการยกระดับกลไกสนับสนุนให้เหมาะสมกับการขยายงานในระยะยาว
  5. ทบทวน/พัฒนา/ต่ออายุกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหน่วยงานเครือข่ายในประเทศ ต่างประเทศหรือระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมบริการวิชาการ และความร่วมมือในการผลิตกิจกรรม/ผลงานร่วมกัน
  6. จัดทำ policy brief, เอกสารอ้างอิง, infographic, dashboard ครอบคลุมประเด็นสำคัญทางประชากรและสังคม
  7. พัฒนา ช่องทางการเผยแพร่ ที่เข้าถึงผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะ (ทั้งออนไลน์/ออฟไลน์, national/regional)
  8. จัดกิจกรรม สื่อสารและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (policy dialogue, seminar, media engagement)”
  9. เริ่มต้นโครงการนำร่อง หรือ Policy Lab  กิจกรรมความร่วมมือกับผู้ใช้ประโยชน์ ที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบายหรือเชิงปฏิบัติจริง ขยายโครงการนำร่องหรือ Policy Lab พร้อมติดตามและสื่อสารหลักฐานการนำไปใช้จริงอย่างเป็นระบบ
  10. พัฒนากลไกติดตามการนำ policy brief ไปใช้
  11. สื่อสารผลลัพธ์ต่อสาธารณะ รวมทั้งมหาวิทยาลัย  (รายงานประจำปี / รายงาน SDG)
ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์
  1. จำนวนหลักสูตรและกิจกรรมบริการวิชาการที่ปรับปรุง/พัฒนาใหม่และจัดขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม (ครอบคลุม การอบรมระยะสั้น การประชุมวิชาการ/เชิงปฏิบัติการ และสื่อเผยแพร่) 
  2. จำนวนคณะทำงานหรือคณะกรรมการ และจำนวนฐานข้อมูลหรือระบบสารสนเทศด้านบริการวิชาการที่ได้รับการพัฒนาและเสริมความเข้มแข็ง
  3. จำนวนหน่วยงานหรือองค์กรเครือข่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีความร่วมมืออย่างเป็นทางการและเกิดกิจกรรมความร่วมมือ
  4. จำนวนข้อเสนอเชิงนโยบายและสื่อสารความรู้ เช่น policy brief เอกสาร/ฐานข้อมูลอ้างอิงทางประชากรและสังคม หรือ dashboard ข้อมูล ที่เผยแพร่สู่สาธารณะและผู้กำหนดนโยบาย
  5. จำนวนโครงการ หรือข้อเสนอเชิงนโยบายที่ถูกนำไปใช้จริง เช่น ถูกอ้างอิงในแผนงานหรือนโยบาย หรือมีการดำเนินการนำร่องในพื้นที่”
เป้าประสงค์ (Goal)

พัฒนาองค์กรให้มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีความสมดุล โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

แนวคิด

มุ่งเน้นการบริหารองค์กรแบบองค์รวม หรือ Holistic Management Strategy (HMS) สร้างความสมดุล ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนให้แก่องค์กร โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วนในการทำงาน ตั้งแต่บุคลากร งานกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน การคลังและพัสดุ การประกันคุณภาพ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic goals)
  1. เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการด้านการคลังและพัสดุให้โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้และบริหารสินทรัพย์อย่างยั่งยืน
  2. พัฒนาการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ครอบคลุม ทั้งเรื่องอัตรากำลังคน ศักยภาพ สุขภาวะทางกายและใจ ความผูกพันองค์กรของบุคลากร เพื่อเสริมสร้างการทำงานที่มีคุณค่า เท่าเทียม และยั่งยืน ตามกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs 3, 8, 10)
  3. เพื่อพัฒนาระบบประกันคุณภาพ นโยบายและแผน ให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นกลไกสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
  4. เพื่อส่งเสริมให้สถาบันเป็นสถานที่ทำงานที่มีความปลอดภัยด้านอาชีวอนามัย และดำเนินการอย่างสอดคล้องกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Environmental Sustainabilty) ตามกรอบ SDGs
  5. พัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เปิดกว้าง และสร้างการมีส่วนร่วม (inclusive) เพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์ (Strategic initiatives)
  1. เสริมสร้างระบบการคลังและพัสดุที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
  2. พัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิผลการสร้างรายได้และการบริหารสินทรัพย์
  3. กำหนดแผนกำลังคนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
  4. ปลูกฝังค่านิยมองค์กร (core values) และสร้างความผูกพันในองค์กร
  5. พัฒนาสถาบันฯ สู่การเป็นสถาบันเพื่อสุขภาวะทางกายและใจ และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นมิตร
  6. ยกระดับศักยภาพบุคลากรด้วยการพัฒนาทักษะต่อเนื่อง
  7. ยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในงานบุคคล
  8. บูรณาการระบบประกันคุณภาพ และการดำเนินงานด้านนโยบายและแผน ให้เชื่อมโยงการวางแผน การปฏิบัติ และการพัฒนาองค์กร
  9. สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับในเรื่องยุทธศาสตร์ นโยบาย และเป้าหมายด้านประกันคุณภาพ
  10. ยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงาน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน
  11. พัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในที่ทำงาน
  12. พัฒนากลไกและช่องทางการสื่อสารภายในที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงบุคลากรทุกระดับ
  13. เสริมสร้างการสื่อสารสองทางระหว่างผู้บริหารและบุคลากร
  14. สร้างมาตรฐานการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน
แผนปฏิบัติการ
  1. ติดตามการปฏิบัติงานด้านการคลังและพัสดุ วิเคราะห์ความเสี่ยง ประเมินผล และรายงานสถานการณ์การเงินอย่างโปร่งใส
  2. สร้างระบบฐานข้อมูลทางการเงิน โดยจัดทำ dashboard เพื่อติดตามวางแผนการสร้างรายได้และบริหารสินทรัพย์
  3. วิเคราะห์อัตรากำลังคนปัจจุบันและแนวโน้มอนาคต
  4. จัดกิจกรรมส่งเสริมเพื่อปลูกฝังค่านิยมองค์กร และความผูกพันในองค์กร โดยบูรณาการเข้าไปในกิจกรรมปฐมนิเทศ อบรมบุคลากรใหม่ และกิจกรรมสถาบันฯ
  5. จัดโครงการพัฒนาสถาบันสุขภาวะ ที่เน้นในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพกายและใจ (Wellness Programs) และส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นมิตร
  6. สนับสนุนให้บุคลากรทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน เข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการทำงาน
  7. จัดกิจกรรมตามแผน Individual Development Plan (IDP) ของบุคลากรเพื่อส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการทำงาน
  8. จัดอบรมเพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักด้านธรรมาภิบาล
  9. จัดให้มีการตรวจประเมินคุณภาพ และนำผลการประเมินมาวิเคราะห์
  10. จัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพ (QA Action Plan) และทบทวนยุทธศาสตร์สถาบันฯ รายปี
  11. สื่อสารยุทธศาสตร์ นโยบาย และเป้าหมายด้านประกันคุณภาพ ผ่านช่องทางภายในสถาบันฯ อย่างสม่ำเสมอ
  12. จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความรับผิดชอบร่วมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็น Eco Organization
  13. ดำเนินการตรวจประเมินอาชีวอนามัยฯ เป็นประจำทุกปี และนำผลการประเมินมาพัฒนาองค์กร
  14. พัฒนาแผนปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และจัดการความเสี่ยง รวมถึงจัดซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง
  15. จัดระบบชี้แจง พูดคุย และทำความเข้าใจกับบุคลากรแต่ละคน ถึงเป้าหมายการทำงานประจำปี พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและข้อจำกัด (PA)
  16. จัดเวทีสื่อสาร สร้างความเข้าใจ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับใหม่ ระหว่างผู้อำนวยการและทีมบริหารกับบุคลากร เป็นรายเดือน/รายไตรมาส
  17. จัดทำคู่มือและแผงผังแสดงขั้นตอนการทำงานในแต่ละงาน
ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์
  1. ร้อยละของประเด็นที่หน่วยตรวจสอบภายในตรวจพบซึ่งสถาบันสามารถชี้แจงได้
    (เป้าหมาย 100%)
  2. ไม่พบความเสี่ยงด้านการเงินและพัสดุประจำปี
  3. ระบบฐานข้อมูลทางการเงินจำนวน 1 ฐาน
  4. ประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการเงิน
    • ค่า EBITDA (ทุกแหล่งทุน) เป็นบวก
    • ค่า Net Income (กำไรสุทธิ) เป็นบวก
    • ค่า ROA
  5. ร้อยละความครบถ้วนของอัตรากำลัง (จำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานจริง เทียบกับกรอบอัตรากำลังที่กำหนดในแผน) (เป้าหมาย: ≥ 95%)
  6. อัตราการทดแทนผู้เกษียณ (เป้าหมาย: 100%)
  7. อัตราการคงอยู่ของบุคลากร (เป้าหมาย: ≥ 90%)
  8. ระดับความผูกพันและมีส่วนร่วมของบุคลากร (Engagement score)
    (เป้าหมาย: ≥ 50%)
  9. บุคลากรมีสุขภาพกายและใจดีขึ้น (เป้าหมาย ≥ 50%)
  10. ร้อยละของบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาทักษะที่นำไปสู่การพัฒนาองค์กร (เป้าหมาย ≥ 80%)
  11. บุคลากรที่เข้าร่วมกิจกรรมมีทักษะในการทำงานเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 90)”
  12. คะแนนผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)
  13. ระดับคะแนนการตรวจประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ EdPEx ในทุกปี
    (เป้าหมาย รักษาระดับตามเป้า PA)
  14. ร้อยละประเด็นของผลการตรวจประเมินที่นำมาพัฒนา (เป้าหมาย ≥ 50%)
  15. ระดับการรับรู้/มีส่วนร่วมของบุคลากรในเรื่องยุทธศาสตร์ นโยบาย และเป้าหมายด้านประกันคุณภาพ(เป้าหมาย ≥ 80%)
  16. ร้อยละการใช้พลังงาน/น้ำต่อหัว ก๊าซเรือนกระจก ลดลง (เป้าหมาย ลดลง 10% ต่อปี)
  17. คะแนนเฉลี่ยระดับความรู้ความเข้าใจของบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมหลังเข้าร่วมกิจกรรม (≥ 4.00 จาก 5 คะแนน)”
  18. คะแนนการประเมินอาชีวอนามัยฯ (ไม่ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน)
  19. อัตราการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการอบรมและซ้อมแผนป้องกันความเสี่ยง (เป้าหมาย 40%)
  20. ร้อยละของแผนปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินที่ได้รับการทบทวนและพัฒนาภายในรอบปีงบประมาณ (เป้าหมาย ≥ 50%)
  21. ร้อยละของบุคลากรที่เข้าใจกระบวนการตั้งเป้าหมายและประเมินผล (PA) (เป้าหมาย ≥95%)
  22. ความพึงพอใจในระดับดีขึ้นไปของบุคลากรต่อการสื่อสารภายใน (เป้าหมาย ≥80%)
  23. ร้อยละของแผนผัง/คู่มือการทำงานในแต่ละกลุ่มงานที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำงาน (เป้าหมาย ≥80%)

วัฒนธรรมองค์กร (Core Values)

I: Integrity (ความมีคุณธรรม)
P: Professionalism (ความเป็นมืออาชีพ)
S: Synergy (การรวมพลัง)
R: Responsibility (ความรับผิดชอบ)